ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

พระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พระบาทหลวง) จันทรบุรี

                          

: หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร วัดกะทิง

ตอบโดยอ้างข้อความ

พระครูธรรมสรคุณ


พระครูธรรมสรคุณ (หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร) วัดกะทิง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

อัตโนประวัติ

“พระครูธรรมสรคุณ” หรือ “พ่อท่านเขียน ขนฺธสโร” เป็นพระที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมพัฒนาช่วยเหลือทางสังคม สาธารณประโยชน์ การศึกษา และอื่นๆ อีกมากมาย

พ่อท่านเขียน มีนามเดิมว่า เขียน ทองคำ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2473 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเมีย ณ บ้านกะทิง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ (ขณะนั้นเป็นอำเภอมะขาม) จ.จันทบุรี โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายอยู่ และนางมุ้ง ทองคำ ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม หาของป่าและสมุนไพร ดังนั้น ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาพืชสมุนไพรและของป่าบนเขาคิชฌกูฏ จนมีความชำนิชำนาญ

ปัจจุบัน สิริอายุ 78 พรรษา 57 (เมื่อปี พ.ศ.2551) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกะทิง บ้านกะทิง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี และเจ้าคณะอำเภอมะขาม จ.จันทบุรี

ท่านเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดกะทิง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

การอุปสมบท

จนกระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดกะทิง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2494 โดยมีพระครูนิเทศคณานุสิฏฐ์ วัดหนองอ้อ ต.มะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระครูพุทธบทบริบาล วัดพลวง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ขนฺธสโร”

ในปีเดียวกัน ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม จนสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี

ลำดับงานปกครองและสมณศักดิ์

พ.ศ.2499 ท่านพ่อรุ่ง เจ้าอาวาสวัดกะทิง ได้มรณภาพลง ท่านจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกะทิงสืบแทน

พ.ศ.2516 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เจ้าอาวาสชั้นตรีที่ “พระครูธรรมสรคุณ” และได้รับพัดพิเศษจากกระทรวงศึกษาธิการ

พ.ศ.2520 ได้รับพัดพิเศษในโครงการพระราชดำริสวนป่าสมุนไพร

พ.ศ.2528 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลชั้นตรี

พ.ศ.2533 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลชั้นโท

พ.ศ.2538 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอมะขามชั้นโท พร้อมกันนี้ ได้ริเริ่มโครงการนำวัดเข้าสู่โรงเรียน โดยการเข้าไปบรรยายในโรงเรียนหลายแห่ง แล้วนำร่องด้วยการปฏิบัติจริงในพื้นที่อำเภอมะขาม และกิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ

พ.ศ.2541 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอมะขามชั้นเอก

สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)

ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์

พ.ศ.2538 ได้ริเริ่มโครงการนำวัดเข้าสู่โรงเรียน โดยการเข้าไปบรรยายธรรมในโรงเรียนหลายแห่ง แล้วนำร่องด้วยการปฏิบัติจริงในพื้นที่อำเภอมะขาม และกิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ

พ.ศ.2541 ได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง “นำวัดเข้าสู่โรงเรียน” ออกเผยแพร่ และจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง “อารยธรรมของจันทบุรี-อาณาจักรจันทบูรเมืองเพนียด” ครั้งแรกและจัดพิมพ์ครั้งที่สอง

จากผลงานดังกล่าว สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีมติอนุมัติปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่พระครูธรรมสรคุณ (พ่อท่านเขียน ขนฺธสโร) โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เสด็จประทานปริญญา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2546

รวมทั้ง ได้รับโล่เกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการแนะแนวชีวิตและสังคม ประจำปี พ.ศ.2546 จากกระทรวงศึกษาธิการ

พ่อท่านเขียน ขนฺธสโร เทพเจ้าแห่งขุนเขาคิชฌกูฏ

ทุกครั้งที่หน่วยงานราชการ องค์กรการกุศล โรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ หรือประชาชนทั่วไป เข้ามาขอรับความอนุเคราะห์จากพ่อท่านเขียน ขนฺธสโร ท่านไม่เคยปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด ชาวบ้านญาติโยมจึงได้ขนานนามท่านว่า “เทพเจ้าแห่งขุนเขาคิชฌกูฏ”

พระครูธรรมสรคุณ (พ่อท่านเขียน ขนฺธสโร) มีความชำนิชำนาญด้านนวกรรมจิตตภาวนาเหมือนการหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ดังเช่นครั้งหนึ่งได้เคยทำนายว่าจะเกิดเหตุน้ำป่าท่วมเมืองจันท์ฯ โดยท่านได้กล่าวทำนายก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำป่าท่วมจังหวัดจันทบุรีเมื่อปี พ.ศ.2542 ในเขตพื้นที่กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ, อ.มะขาม และ อ.เมืองจันทบุรี

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ชำนาญด้านพื้นที่ตามเชิงเขาสูง สามารถหยั่งรู้ดินฟ้าได้ล่วงหน้า ประกอบกับการเดินเท้าขึ้นเขาคิชฌกูฏได้รวดเร็วจนชาวบ้านเดินตามไม่ทัน ท่านพ่อเขียนเดินได้รวดเร็วคล้ายกับการหายตัว แม้วัยของท่านจะล่วงมาถึงกว่า 70 ปีแล้วก็ตาม



 




งานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ

พ่อท่านเขียน ขนฺธสโร เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการจัดงานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พระบาทพลวง) ซึ่งอยู่บนยอดเขาคิชฌกูฏ ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ขึ้นเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 60 วัน ระหว่างปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์จนกระทั่งถึงเดือนมีนาคมหรือเดือนเมษายน ของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่า ใครเดินทางขึ้นเขาพระบาทพลวง (เขาคิชฌกูฏ) เพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาคิชฌกูฏ จะได้รับมหากุศล ประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง โดยจะมีพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน พีธีปิดป่า (พิธีปิดตาสัตว์ป่า ป้องกันภัยจากสัตว์ร้าย) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พุทธศาสนิกชน

ลายเส้นบนรอยพระพุทธบาทพลวง (เขาคิชฌกูฏ)"เขาคิชฌกูฏ"

การเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏนั้นมีมานานกว่า 153 ปีแล้ว โดยมีผู้พบรอยพระพุทธบาทและก้อนหินลูกบาตรยักษ์ (ก้อนหินใหญ่รูปทรงกลมคล้ายบาตรพระขนาดยักษ์) ตั้งบนหน้าผาสูงยอดเขาพลวง อย่างน่าอัศจรรย์ ในราว พ.ศ.2397 ต่อมาในปี พ.ศ.2515 พ่อท่านเขียนได้บุกเบิกทางขึ้น และนำรถยนต์ขึ้นเขาเป็นครั้งแรก และค่อยๆ พัฒนาเส้นทางขึ้นยอดเขาให้ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น มาจนถึงปัจจุบัน รอยพระพุทธบาทแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,050 เมตร นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปรากฏอยู่บนก้อนหินใหญ่ โดยใกล้กันนั้นมี หินลูกพระบาทหรือหินลูกบาตร ที่เป็นหินก้อนใหญ่มากตั้งตระหง่านอยู่ลักษณะเหมือนหินเรือใบที่เกาะสิมิลัน จ.พังงา

นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงกับรอยพระพุทธบาท ยังมีประติมากรรมหินรูปร่างแปลกตาที่สอดคล้องกับตำนานทางพระพุทธศาสนา อาทิ หินพระนอน ลานแข่งรถพระอินทร์ ถ้ำฤาษี หินรูปร่างคล้ายเต่าและช้างใหญ่ รวมถึงรอยเท้าพญามารปรากฏให้เห็นด้วย


ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ทางราชการจังหวัดจันทบุรีจะบรรจุให้งานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทฯ เป็นแผนการท่องเที่ยวก็ตาม แต่ชาวพุทธควรถือเป็นการขึ้นเขาบำเพ็ญศีลเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่า เมื่อได้เดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏเพื่อสักการะสวดมนต์บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะได้รับมหากุศล ประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความโชคดีทุกคน

"เขาคิชฌกูฏ"

หินลูกบาตรกับพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ณ เขาคิชฌกูฏ


ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎ

ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง) นายติ่งและคณะได้ขึ้นบนเขาเพื่อไปหาไม้กฤษณามาขาย ได้ไปพักเหนื่อยบนลานหินกว้าง เพื่อนของนายติ่งคนหนึ่ง ได้ถอนหญ้าเพื่อนอนพักก็พบแหวนใหญ่ขนาดสวมหัวแม่เท้าได้ เเละเมื่อช่วยกันตรวจดูก็พบหินแผ่นหนึ่ง มีพื้นที่เป็นรอยรูปก้นหอย ต่อมานายติ่งและเพื่อนได้นำบุตรชายไปอุปสมบทที่วัดพลับ รุ่งขึ้นก็มีงานปิดรอยพระพุทธบาทจำลอง นายติ่งซื้อทองไปปิดแล้วจึงพูดว่าแถวบ้านตนก็มีรอยแบบนี้เช่นเดียวกัน พอดีมีพระได้ยินเข้าจึงไปเรียนให้เจ้าอาวาสวัดรับทราบ จึงเรียกนายติ่งเข้าไปสอบถามและส่งคณะขึ้นไปพิสูจน์ดู ก็เป็นความจริงและตรวจดูรอบๆบริเวณนั้น ก็พบสิ่งประหลาดมหัศจรรย์หลายอย่าง รอยพระพุทธบาทนั้นท่านทรงเหยียบจารึกไว้ที่ศิลาแผ่นใหญ่ บรรจุคนนั่งได้ร้อยกว่าคน บนยอดเขาสูงสุด กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรอยพระพุทธบาทมีหินกลมก้อนหนึ่งใหญ่มาก เรียกว่าหินลูกพระบาท ตั้งขึ้นมาอย่างน่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ มองดูคล้ายลอยอยู่เฉยๆ มีคนกล่าวว่าเขาเคยเอาด้ายสายสิญจน์คล้องแล้วหลุดออกมาได้ และยังมีหินอีกลูกอยู่ตรงข้ามกับหินลูกพระบาทนี้ ก็มีรอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้จากรอยพระพุทธบาทกับรอยพระหัตถ์นั้น ห่างกันประมาณ 5 เมตร และยิ่งแปลกไปกว่านั้น ในก้อนหินนั้นตรงกันข้ามกับรอยพระหัตถ์ ยังมีรูปรอยเท้าใหญ่ ซึ่งเรียกกันว่ารอยเท้าพญามาร เพียงแหงนหน้าขึ้นไปจะมองเห็นได้ทันที สูงประมาณ 15 เมตร ต่อจากนั้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากหินลูกนี้ไปเพียง 15 วา มีหินลูกข้างบนเป็นลานและมองเห็นรอยรถหรือรอยเกวียน เมื่อยืนบนหินลูกนั้นมองลงไปทางทิศเหนือจะเห็นถ้ำเต่า หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรอยพระพุทธบาทจะเห็นถ้ำช้าง และถ้ามองจากรอยพระพุทธบาทขึ้นไปจะเห็นหินก้อนหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายช้างจริง เลยจากช้างไปสูงสุดนั้นเรียกกันว่าห้างฝรั่ง เพราะฝรั่งได้ขึ้นไปตั้งห้างส่องกล้องเพื่อทำแผนที่ มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีถ้ำอีกถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำสำเภา เพราะมีหินก้อนหนึ่งข้างบนถ้ำมีลักษณะคล้ายๆเรือสำเภา และยังมีอีกถ้ำหนึ่งใต้พระบาทนี้เรียกว่าถ้ำตาฤาษี

          

ที่มาของชื่อเขาคิชฌกูฏนั้น ในตำนานศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า เขาคิชฌกูฎอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์ แปลว่าภูเขาแร้งกระพือปีก มีคันธกุฎีอยู่บนยอดเขา และเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีต เป็นความดำริของพระครูธรรมสรคุณซึ่งเป็นกรรมการและเป็นหลักในการพัฒนาพระบาทพลวงตั้งแต่ พ.ศ. 2515 ได้เสนอใช้ชื่อ พระบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง) เหตุผลเพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่พุทธศาสนาเจริญกว่าเมืองไหนๆ แม้กระทั่งประเทศอินเดีย จึงน่าจะใช้ชื่อนี้เป็นที่ระลึกถึงพระบรมศาสดา ในทุกๆ ปีจะมีพิธีเปิดและพิธีปิดการขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:97-99)

ที่มา : http://www.mapculture.org




เขาคิชกุฏจันทบุรี








เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชฌกูฏ  

เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชฌกูฏ  

เขาคิชกุฏจันทบุรี 

เขาคิชฌกูฏ 

เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชกุฏจันทบุรี 

เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชกุฏจันทบุรี


เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชฌกูฏ

เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชฌกูฏ

เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชฌกูฏ

เขาคิชกุฏจันทบุรี

เขาคิชฌกูฏ


                                  เขาคิชฌกูฏ

                                                เขาคิชกุฏจันทบุรี

                                 เขาคิชฌกูฏ

                                                 เขาคิชกุฏจันทบุรี

                       เขาคิชฌกูฏ 

พระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พระบาทหลวง)  จันทบุรี

            บนยอดเขาคิชฌกูฏ ที่อยู่สูงเทียมเมฆนั้น  เป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่า 1,050 เมตรจากระดับน้ำทะเล  ซึ่งสูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ  จังหวัดจันทบุรี  ทุกๆปีในช่วงที่เปิดให้มีการขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาทนั้น จะมีพุทธศาสนิกชนจาริกแสวงบุญมายังยอดเขาแห่งนี้เป็นจำนวนมาก  เพื่อมาสักการะแผ่นหินซึ่งเชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงมาประทับรอยพระบาทไว้  ด้วยความศรัทธาและความเชื่อในอานิสงส์ที่แรงกล้าว่าการได้นมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ถือเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและชีวิต

            รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ  มีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่  มีรอยบุ๋มลึกประมาณ  2  เมตรเศษ  กว้าง 1 เมตร ยาว 2  เมตร  ค้นพบที่ยอดเขาพระบาทห่างจากที่ทำการอุทยานเขาคิชฌกูฏราว 4 กม. และต้องเดินเท้าไปสู่ยอดเขาอีกราว 3 กม.  มีประวัติว่ารอยพระพุทธบาทนี้ได้ค้นพบโดยนายพรานหาของป่า  ที่เดินขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏเมื่อปี พ.ศ.2397  ซึ่งได้พบกับแหวนนาคขนาดใหญ่  และแผ่นหินที่มีรูปก้นหอยเหมือนรอยเท้าและได้แจ้งให้กับหลวงพ่อเพชรเจ้าคณะจังหวัดทราบ  เมื่อตรวจสอบดูก็พบรอยพระพุทธบาทนั้นจริงชาวบ้านต่างก็พากันขึ้นมานมัสการจนกลายเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

            ในบริเวณยอดเขาคิชฌกูฏนั้นยังมีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติต่างๆ  ที่เชื่อมโยงกับตำนานและความเชื่อทางพระพุทธศาสนา  เช่นก้อนหินขนาดใหญ่มีรูปคล้ายกับบาตรพระคว่ำ  ใกล้กับหินรูปรอยพระพุทธบาท ศิลาเจดีย์รอยพระหัตถ์  รอยเท้าพญามาร  ถ้ำฤๅษี ลานแข่งรถพระอินทร์ หินที่มีรูปร่างคล้ายเต่า และช้างขนาดยักษ์เป็นต้น

            เดิมทีนั้นพระพุทธบาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักอีกชื่อว่าพระบาทพลวง  แต่ในปี พ.ศ.2515 พระครูธรรมสรคุณผู้เป็นหลักในการพัฒนาพระบาทพลวง  ได้เสนอให้นำชื่อของเขาคิชฌกูฏจากพุทธประวัติมาใช้เป็นชื่อของภูเขาที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์  ซึ่งคันธกุฎีเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีต  และตั้งอยู่บนยอดเขานั้นมาใช้  เพื่อเป็นที่รำลึกถึงพระองค์และแสดงถึงความเจริญในพระพุทธศาสนาอย่างสูงส่งของประเทศไทย

สถานที่ตั้ง
          ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ   ต.พลวง  กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

ความเชื่อและวิธีการบูชา

            เชื่อกันว่าการได้มานมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏนั้น  เปรียบได้กับการได้เข้าเฝ้าองค์พระศาสดาถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่  ประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง  และสำหรับผู้ทีมีความเดือดเนื้อร้อนใจนั้น  หากได้มาตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากรอยพระพุทธบาทแล้ว  ความทุกข์กาย หรือความร้อนใจนั้นจะมลายสิ้นไป

เทศกาลงานประเพณี

            การเปิดให้ขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พระบาทพลวง) จะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ประมาณปลายเดือนมกราคม - เดือนมีนาคม รวมระยะเวลา  2  เดือน
วันและเวลาเปิด ปิด
            เนื่องจากไม่ได้เปิดให้นมัสการได้ตลอดปี  ควรสอบถามรายละเอียดจากอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ก่อนทุกครั้ง 
            โทรศัพท์  : กองอุทยานแห่งชาติ  กรมป่าไม้  โทร. 0 2579 0529 , 0 2579 4842



พระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พระบาทหลวง) จันทรบุรี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น